ในวงการทำเว็บไซต์ เรามักจะได้ยินคำถามจากเจ้าของธุรกิจว่า “ทำไมบางเจ้าเสนอราคาทำเว็บแค่ 5,000 บาท แต่บางเจ้าเสนอเป็นแสน?” 🤔 จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องว่าใครแพง ใครถูก แต่เป็นเรื่องของ สิ่งที่คุณจะได้รับ ต่างหาก ทีมงาน MGT (margitech.co) เลยอยากพาไปดูความแตกต่างระหว่าง “เว็บไซต์ราคาถูก” และ “เว็บไซต์คุณภาพ” ว่ามีอะไรต่างกันบ้าง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ชัดเจนว่า ธุรกิจคุณเหมาะกับแบบไหน 1. เรื่องการออกแบบ และประสบการณ์ผู้ใช้ (UI/UX) การออกแบบเว็บไซต์ราคาถูก ใช้เทมเพลตสำเร็จรูปเหมือนกันทุกเว็บ ดีไซน์ไม่สอดคล้องกับแบรนด์ บางครั้งใช้สี ฟอนต์ ภาพ ที่ไม่สวยงาม ทำให้ลูกค้าไม่อยากอยู่ในเว็บนาน การออกแบบเว็บไซต์คุณภาพ ดีไซน์เฉพาะตัว สื่อสารกับแบรนด์โดยตรง เน้น UX ให้ใช้งานง่าย เช่น ปุ่มชัดเจน โครงสร้างอ่านง่าย รองรับทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือแบบสมบูรณ์ (Responsive) 2. เรื่องฟังก์ชัน และระบบหลังบ้าน ข้อจำกัดของ เว็บไซต์ราคาถูก ฟังก์ชันจำกัด มีแค่หน้าเว็บพื้นฐาน ไม่รองรับการต่อยอด เช่น ระบบสมาชิก, ชำระเงินออนไลน์ หลังบ้านใช้งานยาก หรือบางครั้งปรับแก้เองไม่ได้เลย ข้อจำกัดของ เว็บไซต์คุณภาพ
ไขข้อสงสัย ทำเว็บไซต์ ด้วย WordPress vs Shopify อะไรดีกว่ากัน?
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังจะเริ่มทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ คำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยมากก็คือ “จะเลือก WordPress หรือ Shopify ดี?” 🤔 จริงๆ แล้วทั้งสองแพลตฟอร์มมีจุดแข็ง จุดอ่อนต่างกัน และการเลือกให้ถูกกับธุรกิจตัวเองจะช่วยลดต้นทุน + ทำให้ขายของง่ายขึ้นเยอะ วันนี้ทีมงาน MGT จะมาเล่าให้ฟังแบบไม่อวยฝ่ายไหน แต่เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยว่า WordPress vs Shopify ทั้ง 2 แพลตฟอร์มเหมาะกับใคร… 1. รู้จัก WordPress และ Shopify แบบเข้าใจง่าย WordPress คืออะไร? CMS (Content Management System) ที่คนใช้มากที่สุดในโลก ติดตั้งฟรี แต่ถ้าอยากขายของออนไลน์ต้องใช้ Plugin เช่น WooCommerce ปรับแต่งได้อิสระเหมือนมีบ้านเป็นของตัวเอง Shopify คืออะไร? แพลตฟอร์มสำเร็จรูปสำหรับ eCommerce โดยเฉพาะ ใช้ง่ายมาก ไม่ต้องเขียนโค้ด คิดค่าบริการรายเดือน เริ่มต้นประมาณ $29 2. ความแตกต่างเรื่องการใช้งาน (Ease of Use) WordPress = อิสระแต่ต้องศึกษา ต้องเลือก จดโดเมน + โฮสติ้ง + ติดตั้งปลั๊กอิน ถ้าใช้ WooCommerce อาจต้องปรับแต่งเพิ่มนิดหน่อย แต่ความยืดหยุ่นสูงกว่า Shopify Shopify = ง่ายสำหรับมือใหม่ มีระบบ Dr