สำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังจะเริ่มทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ คำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยมากก็คือ “จะเลือก WordPress หรือ Shopify ดี?” 🤔 จริงๆ แล้วทั้งสองแพลตฟอร์มมีจุดแข็ง จุดอ่อนต่างกัน และการเลือกให้ถูกกับธุรกิจตัวเองจะช่วยลดต้นทุน + ทำให้ขายของง่ายขึ้นเยอะ วันนี้ทีมงาน MGT จะมาเล่าให้ฟังแบบไม่อวยฝ่ายไหน แต่เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยว่า WordPress vs Shopify ทั้ง 2 แพลตฟอร์มเหมาะกับใคร…
1. รู้จัก WordPress และ Shopify แบบเข้าใจง่าย
WordPress คืออะไร?
- CMS (Content Management System) ที่คนใช้มากที่สุดในโลก
- ติดตั้งฟรี แต่ถ้าอยากขายของออนไลน์ต้องใช้ Plugin เช่น WooCommerce
- ปรับแต่งได้อิสระเหมือนมีบ้านเป็นของตัวเอง
Shopify คืออะไร?
- แพลตฟอร์มสำเร็จรูปสำหรับ eCommerce โดยเฉพาะ
- ใช้ง่ายมาก ไม่ต้องเขียนโค้ด
- คิดค่าบริการรายเดือน เริ่มต้นประมาณ $29
2. ความแตกต่างเรื่องการใช้งาน (Ease of Use)
WordPress = อิสระแต่ต้องศึกษา
- ต้องเลือก จดโดเมน + โฮสติ้ง + ติดตั้งปลั๊กอิน
- ถ้าใช้ WooCommerce อาจต้องปรับแต่งเพิ่มนิดหน่อย
- แต่ความยืดหยุ่นสูงกว่า Shopify
Shopify = ง่ายสำหรับมือใหม่
- มีระบบ Drag & Drop
- จ่ายเงินแล้วใช้งานได้เลย ไม่ต้องตั้งค่าโฮสติ้ง
- เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มขายทันที
3. ความสามารถด้านการขายของ (eCommerce Features)
WordPress (WooCommerce)
- ฟีเจอร์ eCommerce ขึ้นอยู่กับปลั๊กอินที่เลือก
- มีปลั๊กอินให้เลือกเป็นพัน ๆ ตัว เช่น SEO, ระบบสมาชิก, ระบบคูปอง
- อิสระในการเชื่อมต่อระบบภายนอก เช่น POS หรือ ERP
Shopify
- มีระบบตะกร้า / ชำระเงิน / จัดการสต๊อกครบตั้งแต่แรก
- รองรับ Payment Gateway ระดับโลก เช่น PayPal, Stripe
- มีฟีเจอร์ Abandoned Cart Recovery (แจ้งลูกค้าที่ทิ้งตะกร้า)
4. ด้าน SEO และการตลาดออนไลน์
WordPress = เหนือกว่าในเรื่อง SEO
- มีปลั๊กอินอย่าง Yoast SEO, Rank Math ที่ช่วยปรับแต่งง่าย
- ควบคุมโครงสร้างเว็บ คีย์เวิร์ด และบทความ Blog ได้เต็มที่
- เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการ Traffic จาก Google
Shopify = SEO ได้ แต่มีข้อจำกัด
- ตั้งค่า Meta Title, Description ได้ แต่ไม่ยืดหยุ่นเท่า WordPress
- ไม่เหมาะกับการทำ Blog ขนาดใหญ่
- ดีสำหรับการยิง Ads มากกว่า SEO
5. เรื่องต้นทุนและการดูแลรักษา
ค่าใช้จ่าย WordPress
- ค่าใช้งาน WordPress ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย (แต่จะต้องมี โดเมน + โฮสติ้ง (เริ่มต้นประมาณ 800-3,500 บาท/ปี)
- ปลั๊กอินพรีเมียมบางตัวอาจมีค่าใช้จ่าย
- เหมือนซื้อที่ดินสร้างบ้าน: ลงทุนครั้งแรก แล้วค่อย ๆ ขยายเอง
ค่าใช้จ่าย Shopify
- เริ่มต้น $29/เดือน (ประมาณ 1,000 บาท)
- ธีม/แอปเสริมบางตัวมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- เหมือนเช่าบ้าน: จ่ายรายเดือนตลอด
6. เหมาะกับใคร: WordPress vs Shopify
เลือก WordPress ถ้า…
- อยากทำเว็บที่เติบโตระยะยาว
- เน้น SEO และคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง
- มีแผนจะปรับแต่งเว็บแบบ Custom ได้ในอนาคต
เลือก Shopify ถ้า…
- เป็นมือใหม่ อยากขายออนไลน์เร็ว ๆ
- ไม่อยากยุ่งเรื่องเทคนิค
- พร้อมจ่ายค่าเช่ารายเดือน
ว่ากันง่ายๆ
- Shopify = ง่าย เร็ว เหมาะกับมือใหม่ เน้นขายทันที
- WordPress = ยืดหยุ่น เหมาะกับธุรกิจที่อยากสร้างแบรนด์ยาว ๆ
ลองมาดูตัวอย่างเว็บไซต์ของทั้ง WordPress vs Shoptify
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress
- เว็บไซต์ข่าวไอที รีวิวสินค้า – (https://beartai.com/)
- เว็บไซต์ข่าวอวกาศ ดาราศาสตร์ ของกลุ่มวัยรุ่นหัวกะทิในไทย – (https://spaceth.co/)
- เว็บไซต์ข่าว การเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ เทคโนโลยี ของคนรุ่นใหม่ในไทย – (https://thestandard.co/)
- เว็บไซต์ให้ความรู้ด้าน Inbound Marketing & MarTech ในไทย – (https://contentshifu.com/)
- เว็บไซต์แบรนด์เสื้อผ้า Street Luxury ไทย – (https://pisistyles.com/)
- เว็บไซต์บริการ Digital Marketing Agency ในไทย – (https://nerdoptimize.com/)
- เว็บไซต์ส่วนตัวของศิลปินสาว Taylor Swift – (https://taylorswift.com/)
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ Shopify
- เว็บไซต์ขายสินค้าขนม และเสื้อผ้าของยูทูปเบอร์เบอร์ 1 ของโลกอย่าง Mr.Beast – (https://mrbeast.store/)
- เว็บไซต์แบรนด์เสื้อผ้า AIMER ที่กำลังโด่งดังในไทย – (https://theaimershop.com/)
- เว็บไซต์ขายเครื่องสำอางของนางแบบ Kylie Jenner – (https://kyliecosmetics.com/)
- เว็บไซต์ขายเสื้อผ้า และอัลบั้มเพลงของ Taylor Swift – (https://storeuk.taylorswift.com/)
- เว็บไซต์ขายสินค้าของ Red Bull – (https://redbullshopus.com/)
- เว็บไซต์ขายสินค้าของสำนักข่าวระดับโลก BBC- (https://shop.bbc.com/)
- เว็บไซต์ขายอุปกรณ์ฟิตเนส ยิม ชุดออกกำลังกาย Decathlon- (https://decathlon.com/)
- เว็บไซต์ขายสินค้าของสำนักข่าวระดับโลก The New York Times- (https://store.nytimes.com/)
สรุป
ทีมงาน MGT แนะนำว่า ถ้าเป็นธุรกิจเล็กที่อยากลองตลาดดูก่อน Shopify ตอบโจทย์ ถ้าลองสังเหตุดีๆ Shopify จะตอบโจทย์อย่างมากกับธุรกิจสินค้าบริโภค หรือขายของนั้นแหละ แต่ถ้าวางแผนโตไปไกล ๆ ลงทุนกับ WordPress จะคุ้มกว่า ซึ่งขอบอกเลยว่า ถ้าพูดถึงเราเองเว็บไซต์ margitech.co จะใช้ WordPress ในการทำเว็บไซต์ การเลือกแพลตฟอร์มทำเว็บไซต์ ไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญกับอะไร
ถ้าอยากสร้างเว็บไซต์ที่แข็งแรงระยะยาว ปรับแต่งได้เอง ทำ SEO ให้ติด Google -> WordPress คือคำตอบ
ถ้าอยากเริ่มขายออนไลน์เร็ว ใช้ง่าย ไม่ต้องปวดหัวเรื่องเทคนิค -> Shopify คือคำตอบ


